วอเตอร์เครส

ผัก

วอเตอร์เครส

วอเตอร์เครสเป็นผักใบเขียวที่อัดแน่นด้วยสารอาหาร มีรสชาติเผ็ดร้อนซ่าๆ ช่วยเพิ่มความหลากหลายให้เมนูลูกน้อยได้ดี อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่เสริมการเจริญเติบโตอย่างแข็งแรง ทั้งวิตามินซีที่ช่วยเรื่องภูมิคุ้มกัน1 และวิตามินเคที่ดีต่อกระดูก2 ใบอ่อนนุ่มทำให้เตรียมให้ลูกน้อยได้ง่าย

Pทีมงาน Pippin ด้านการให้อาหารตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการให้อาหาร · อัปเดตเมื่อ มกราคม 2569
วัยเริ่มต้น6เดือน+
หมวดหมู่ผัก
สารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อยไม่
ความเสี่ยงการสำลักต่ำ

ลูกน้อยกิน วอเตอร์เครส ได้เมื่อไหร่?

เริ่มให้วอเตอร์เครสได้ตั้งแต่ประมาณ 6 เดือน เวลาเริ่มให้อาหารเสริม เพราะเนื้อนุ่มและบดได้ง่าย บางคนอาจรอจนลูกอายุ 8-9 เดือน ซึ่งเด็กเริ่มคุ้นเคยกับผักใบเขียวมากขึ้นแล้ว

เคล็ดลับการเก็บรักษา

เก็บวอเตอร์เครสสดไว้ในตู้เย็น โดยห่อด้วยกระดาษทิชชูชุบน้ำหมาดแล้วใส่ถุงพลาสติก อยู่ได้ 3-5 วัน หากต้องการเก็บนานกว่านั้น ให้นำไปลวกสั้นๆ แล้วแช่แข็งในถาดพิมพ์น้ำแข็ง เก็บได้นานสุด 2 เดือน

วิธีเสิร์ฟ วอเตอร์เครส ตามวัย

สำหรับลูกอายุ 6-9 เดือน ให้นึ่งหรือลวกวอเตอร์เครสจนนุ่มมากๆ เพื่อให้ลูกใช้เหงือกบดได้ง่าย สับใบเป็นชิ้นเล็กเท่าถั่วเขียว และตัดก้านที่เหนียวออก เสิร์ฟเดี่ยวๆ หรือคลุกกับอาหารนุ่มอย่างมันบดหรือโยเกิร์ต เพื่อช่วยให้ลูกคุ้นเคยกับรสชาติ6 ถึง 9 เดือน

สำหรับลูกอายุ 6-9 เดือน ให้นึ่งหรือลวกวอเตอร์เครสจนนุ่มมากๆ เพื่อให้ลูกใช้เหงือกบดได้ง่าย สับใบเป็นชิ้นเล็กเท่าถั่วเขียว และตัดก้านที่เหนียวออก เสิร์ฟเดี่ยวๆ หรือคลุกกับอาหารนุ่มอย่างมันบดหรือโยเกิร์ต เพื่อช่วยให้ลูกคุ้นเคยกับรสชาติ

  • ล้างวอเตอร์เครสให้สะอาดใต้น้ำไหลทุกครั้ง เพื่อเอาดินและสิ่งสกปรกออก
  • นึ่ง 2-3 นาที จนใบยุบและนุ่ม
  • สับชิ้นเล็กมากๆ เพื่อป้องกันการสำลัก
  • คลุกกับอาหารที่ลูกคุ้นเคย เพื่อให้ปรับตัวได้ง่าย
  • เสิร์ฟบนเก้าอี้สูงพร้อมดูแลตลอดเวลา
สำหรับลูกอายุ 9 เดือนขึ้นไป ให้วอเตอร์เครสดิบหรือสุกอ่อนๆ ก็ได้ สับเป็นชิ้นใหญ่ขึ้นเล็กน้อยตามทักษะการเคี้ยวที่ลูกพัฒนาขึ้น นำไปใส่ในสลัด แซนด์วิช หรือโรยหน้าซุป เพื่อเพิ่มสารอาหารและความหลากหลายของเนื้อสัมผัส9 เดือนขึ้นไป

สำหรับลูกอายุ 9 เดือนขึ้นไป ให้วอเตอร์เครสดิบหรือสุกอ่อนๆ ก็ได้ สับเป็นชิ้นใหญ่ขึ้นเล็กน้อยตามทักษะการเคี้ยวที่ลูกพัฒนาขึ้น นำไปใส่ในสลัด แซนด์วิช หรือโรยหน้าซุป เพื่อเพิ่มสารอาหารและความหลากหลายของเนื้อสัมผัส

  • เริ่มให้วอเตอร์เครสดิบครั้งละน้อยๆ เพื่อดูว่าลูกยอมรับได้ไหม
  • สับเป็นชิ้นพอดีคำ ให้เหมาะกับวัยของลูก
  • ใช้เป็นเครื่องประดับจานอาหารที่ลูกชอบ เพื่อเพิ่มการคุ้นเคย
  • กินคู่กับดิปอย่างฮัมมัส เพื่อเพิ่มรสชาติ
  • ส่งเสริมให้ลูกหัดหยิบกินเอง เป็นชิ้นพอหยิบ

ความปลอดภัยและสารก่อภูมิแพ้

ความเสี่ยงการสำลัก: ต่ำ

วอเตอร์เครสมีความเสี่ยงต่อการสำลักต่ำ หากเตรียมอย่างถูกวิธี สำหรับลูกน้อยวัยแรก ให้บดหรือสับใบให้ละเอียดเสมอ เพื่อไม่ให้มีเส้นใยเหนียว เมื่อลูกโตขึ้น ค่อยๆ ให้เป็นชิ้นเล็กๆ ที่หยิบจับได้พอดี

ไม่ใช่สารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย

วอเตอร์เครส ไม่ใช่สารก่อภูมิแพ้หลัก เช่นเดียวกับอาหารใหม่ทุกชนิด ควรให้ทีละอย่างและสังเกตปฏิกิริยาใดๆ

วิตามินและแร่ธาตุ

วอเตอร์เครสมีวิตามินเอที่ดีต่อการมองเห็นและผิวพรรณ3 วิตามินซีที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก4 และแคลเซียมที่เสริมกระดูกให้แข็งแรง5 ธาตุเหล็กในผักช่วยสนับสนุนการสร้างเม็ดเลือดแดง6 ขณะที่โปแตสเซียมช่วยรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกาย7

วิตามิน
วิตามินเอวิตามินซีวิตามินเควิตามินบี9
แร่ธาตุ
แคลเซียมธาตุเหล็กโพแทสเซียมแมงกานีส

สารอาหารเสริมกัน

ลองจับคู่วอเตอร์เครสกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้มหรือพริกหยวก เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น4 หรือเสิร์ฟคู่กับไขมันดีอย่างอะโวคาโด เพื่อช่วยดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน8

คำถามที่พบบ่อย

เลือกวอเตอร์เครสสดอย่างไรให้ลูก?

เลือกใบที่สีเขียวสดใส กรอบ ไม่เหลืองและไม่เหี่ยว หลีกเลี่ยงช่อที่ก้านลื่นมือหรือมีกลิ่นแรง วอเตอร์เครสออร์แกนิกเป็นตัวเลือกที่ดีที่ช่วยลดการสัมผัสสารกำจัดศัตรูพืช

ถ้าลูกไม่ชอบรสเผ็ดซ่าล่ะ?

ลองผสมวอเตอร์เครสกับอาหารรสหวานอย่างมันหวานหรือแอปเปิล เพื่อช่วยปรับรสชาติให้กลมกล่อม เด็กๆ อาจต้องลองหลายครั้งกว่าจะยอมกินรสชาติใหม่ ให้เริ่มจากน้อยๆ อย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องกดดันลูก

ใช้วอเตอร์เครสในแบบ BLW ได้ไหม?

ได้เลย! สำหรับลูกอายุ 6 เดือนขึ้นไป ให้สับวอเตอร์เครสที่นึ่งสุกแล้วให้ละเอียด แล้วคลุกเข้ากับอาหารบด ส่วนลูกที่โตขึ้น (9 เดือนขึ้นไป) ให้เป็นชิ้นเล็กๆ นุ่มๆ เป็นอาหารที่หยิบทานได้ โดยต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเสมอ

แหล่งข้อมูลและเอกสารอ้างอิง

  1. 1Carr & Maggini, 2017
  2. 2Weber, 2001
  3. 3NIH Office of Dietary Supplements, 2023
  4. 4Lynch & Cook, 1980
  5. 5NIH Office of Dietary Supplements, 2023
  6. 6NIH Office of Dietary Supplements, 2023
  7. 7NIH Office of Dietary Supplements, 2023
  8. 8Borel et al., 2013